ตั้งราคาเครื่องดื่มอย่างไร? วิธีคิดราคาชา กาแฟ โกโก้ และท็อปปิ้งให้มีกำไร

ร้านกาแฟ Aug 27, 2026

ตั้งราคาเครื่องดื่ม เท่าไหร่ถึงจะขายง่ายและยังเหลือกำไร? วิธีกำหนดราคาเครื่องดื่ม ต้องเริ่มจากราคาคู่แข่งหรือต้นทุนของร้านตัวเองก่อน? แล้วถ้าลูกค้าขอเพิ่มไข่มุก ครีมชีส วิปครีม เปลี่ยนนม หรือเพิ่มช็อต ควรคิดเงินเพิ่มเท่าไหร่ดี? คำตอบง่าย ๆ คือ ร้านควรเริ่มจากการรู้ ต้นทุนจริงต่อแก้ว ก่อน แล้วค่อยกำหนดราคาที่ครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการขาย และส่วนต่างที่ร้านต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชาไทยหอม ๆ ชาเขียวเข้มข้น กาแฟ โกโก้รสกลมกล่อม หรือเมนูสีสวยที่มีท็อปปิ้งจัดเต็ม หากรู้ว่าหนึ่งแก้วใช้เงินจริงเท่าไหร่ การตั้งราคาก็จะง่ายและแม่นขึ้นมากนั่นเอง

สำหรับร้านเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรการเงินซับซ้อนจนปวดหัว แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีดูว่าร้านข้าง ๆ ขาย 40 บาท แล้วเราขาย 40 บาทตามทันที เพราะวัตถุดิบ สูตร ขนาดแก้ว ค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ชาไทยคุณภาพดีที่ใช้ใบชาเข้มข้น นมในปริมาณมาก และแก้วคุณภาพดี ย่อมมีต้นทุนต่างจากสูตรที่ใช้วัตถุดิบน้อยกว่า การรู้ต้นทุนของร้านตัวเองจึงสำคัญกว่าการเดาราคาจากตลาดอย่างแน่นอน

สรุปก่อนอ่าน! ตั้งราคาเครื่องดื่มควรคิดอะไรบ้าง?

หลักง่าย ๆ มีอยู่ 5 เรื่อง

  1. หาต้นทุนวัตถุดิบจริงต่อแก้ว
  2. รวมแก้ว ฝา หลอด ถุง น้ำแข็ง และของที่ใช้ทุกครั้งที่ขาย
  3. เผื่อต้นทุนจากของเสีย ชงผิด หรือวัตถุดิบที่เหลือทิ้ง
  4. กำหนดสัดส่วนต้นทุนที่ร้านรับได้ แล้วคำนวณหาราคาขายเบื้องต้น
  5. นำราคาที่ได้ไปเทียบกับทำเล กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง และช่องทางขายอีกครั้ง

ดังนั้น ถ้าร้านอยากขายเครื่องดื่มที่ทั้ง หอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย อร่อย และคุณภาพดี สิ่งที่ควรทำไม่ใช่กดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่เป็นการหาจุดที่วัตถุดิบยังดี ชงง่าย รสชาตินิ่ง และมีราคาขายที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มนั่นเอง


ทำไมตั้งราคาเครื่องดื่มจาก “ร้านข้าง ๆ” อย่างเดียวไม่ได้?

ตัวอย่าง! ร้าน A ขายชาไทย 35 บาท ส่วนร้าน B ขาย 45 บาท ถ้ามองแค่ตัวเลขอาจคิดว่าร้าน A ถูกกว่าและน่าจะขายง่ายกว่า แต่เบื้องหลังอาจต่างกันมาก ร้าน A อาจมีค่าเช่าน้อย ใช้แก้วเล็กกว่า หรือซื้อวัตถุดิบจำนวนมากจนได้ต้นทุนที่ต่ำ ส่วนร้าน B อาจใช้ใบชาคุณภาพดี กลิ่นหอมเข้มข้น ใช้นมมากกว่า และอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าเช่าสูงกว่า แบบนี้ราคาที่เหมาะสมย่อมไม่เท่ากัน

ผู้ให้บริการระบบร้านอาหารอย่าง Toast และ Lightspeed ก็แนะนำในแนวทางเดียวกันว่า การกำหนดราคาเมนูควรเริ่มจากต้นทุนจริงของเมนู ควบคู่กับเป้าหมายด้านต้นทุน กำไร และสภาพการแข่งขัน ไม่ใช่อาศัยราคาคู่แข่งเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ก่อนถามว่า “ร้านอื่นขายเท่าไหร่” ลองถามก่อนว่า “ชาไทยหอม ๆ แก้วนี้ของเราใช้เงินไปเท่าไหร่” จะช่วยให้ตั้งราคาได้ตรงกว่าและคุมร้านง่ายกว่ากันเลย


ต้นทุนเครื่องดื่ม 1 แก้ว มีอะไรบ้าง?

หลายคนคิดต้นทุนเฉพาะผงชา กาแฟ หรือโกโก้ แล้วจบ แต่จริง ๆ เครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุนย่อยซ่อนอยู่เยอะมาก แม้แต่เมนูชงง่าย ๆ ก็ยังมีแก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง นม และของเสียที่ต้องนำมาคิดด้วย

ตัวอย่างต้นทุนที่ควรบันทึก ได้แก่

รายการตัวอย่าง
วัตถุดิบหลักชาไทย ชาเขียว กาแฟ โกโก้ มัทฉะ
ส่วนผสมนมสด นมข้นหวาน ครีมเทียม น้ำเชื่อม
วัตถุดิบเสริมไซรัป น้ำผึ้ง มะนาว ซอสต่าง ๆ
บรรจุภัณฑ์แก้ว ฝา หลอด ถุง ที่ถือแก้ว
น้ำแข็งรวมต้นทุนซื้อน้ำแข็งหรือผลิตเอง
ท็อปปิ้งไข่มุก บุก เฉาก๊วย ครีมชีส วิปครีม
ของเสียชงผิด หก ตวงเกิน วัตถุดิบหมดอายุ
ช่องทางขายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วนลด ค่าโฆษณา

ถ้าอยากขายชาไทยที่หอม เข้มข้น สีสวย และยังอร่อยเหมือนเดิมทุกแก้ว การชั่งตวงให้เป็นสูตรจะช่วยได้มาก เพราะนอกจากลูกค้าได้รสชาติกลมกล่อมสม่ำเสมอแล้ว ร้านยังรู้ต้นทุนได้แม่นกว่าเดิมด้วยนั่นเอง


สูตรตั้งราคาเครื่องดื่มแบบง่าย คิดอย่างไร?

สูตรที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ง่ายคือ ราคาขายเบื้องต้น = ต้นทุนต่อแก้ว ÷ สัดส่วนต้นทุนเป้าหมาย

ตัวอย่าง หากเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุนตรง 15 บาท และร้านกำหนดให้ต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 35% ของราคาขาย

15 ÷ 0.35 = 42.86 บาท

ร้านอาจนำราคาประมาณ 43 บาทนี้ไปพิจารณาต่อ และตั้งขายจริงเป็น 45 บาท หากเหมาะกับทำเล กลุ่มลูกค้า และคุณภาพของเมนู วิธีนี้สอดคล้องกับหลัก food-cost percentage ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งราคาเมนู โดยสูตรพื้นฐานคือเอาต้นทุนของเมนูหารด้วยสัดส่วนต้นทุนเป้าหมาย แต่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมไม่ได้มีเลขเดียวใช้ได้กับทุกร้าน ต้องดูรูปแบบธุรกิจ ค่าแรง ค่าเช่า และช่องทางขายร่วมด้วย

Bluemocha เองเคยแนะนำในเนื้อหาเกี่ยวกับร้านเครื่องดื่มเดลิเวอรี่ว่า ต้นทุนวัตถุดิบที่รวมแก้ว ฝา และหลอด ควรได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยยกช่วงประมาณ 35–40% ของราคาขายเป็นกรอบสำหรับบริบทดังกล่าว ก่อนพิจารณาค่า GP และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนั้นตัวเลขนี้ควรใช้เป็น “จุดตรวจสอบ” ไม่ใช่สูตรตายตัวสำหรับทุกร้าน


ตัวอย่างคิดราคาชาไทย 1 แก้ว

สมมติชาไทยเย็นขนาด 16 ออนซ์ มีต้นทุนดังนี้

รายการต้นทุนตัวอย่าง
ใบชา3.50 บาท
ครีมเทียม1.50 บาท
นมข้นหวาน3.00 บาท
นมสด3.50 บาท
น้ำแข็ง0.75 บาท
แก้ว + ฝา + หลอด2.75 บาท
เผื่อสูญเสียเล็กน้อย1.00 บาท
รวม16.00 บาท

หากตั้งเป้าให้ต้นทุนชุดนี้อยู่ประมาณ 35% ของราคาขาย

16 ÷ 0.35 = 45.71 บาท

ร้านอาจลองตั้งราคา 45 หรือ 49 บาท แล้วดูว่าราคานั้นเหมาะกับทำเลและลูกค้าหรือไม่ หากชาไทยของร้านใช้ใบชาคุณภาพดี กลิ่นหอมชัด รสเข้มข้น ใส่นมแล้วยังกลมกล่อม สีสวย และชงง่าย ราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไปเล็กน้อยก็อาจสมเหตุสมผลได้

ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็น ตัวอย่างการคำนวณเท่านั้น ต้นทุนจริงต้องใช้ราคาวัตถุดิบและสูตรของร้านตัวเองกันเลย


บวกกำไรจากต้นทุน กับ คิดส่วนต่างจากราคาขาย ต่างกันอย่างไร?

เวลาตั้งราคาเครื่องดื่ม หลายร้านมักใช้วิธี “เอาต้นทุนแล้วบวกกำไรเข้าไป” ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง แต่ควรรู้ด้วยว่า การบวกกำไรจากต้นทุน กับ การดูว่าส่วนต่างเหลือจากราคาขายเท่าไหร่ เป็นคนละวิธีกัน หากเข้าใจตรงนี้ จะช่วยให้ตั้งราคาชา กาแฟ โกโก้ หรือเมนูหอม ๆ เข้มข้นได้แม่นขึ้น และรู้ด้วยว่าขายแล้วเหลือเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่นจริง ๆ เท่าไหร่นั่นเอง

ตัวอย่าง ว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุน 20 บาท และตั้งราคาขายไว้ที่ 50 บาท เท่ากับว่ามีส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนอยู่ 30 บาท

บวกกำไรจากต้นทุน คิดอย่างไร?

วิธีนี้ดูว่า จากต้นทุนเดิม 20 บาท เราบวกราคาเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่

(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100

จากตัวอย่าง (50 - 20) ÷ 20 × 100 = 150%

หมายความว่า ร้านตั้งราคาขายโดยบวกเพิ่มจากต้นทุนเดิม 150% นั่นเอง

วิธีนี้เหมาะกับตอนที่เจ้าของร้านกำลังเริ่มตั้งราคา เพราะเห็นง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มต้นทุนเท่านี้ ถ้าต้องการบวกเพิ่มจากต้นทุนควรตั้งราคาไว้ประมาณไหน

คิดส่วนต่างจากราคาขาย คิดอย่างไร?

อีกวิธีจะมองจากเงินที่ลูกค้าจ่ายทั้งหมดว่า หลังหักต้นทุนของเครื่องดื่มแล้วเหลือเป็นสัดส่วนเท่าไหร่

(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100

จากตัวอย่าง (50 - 20) ÷ 50 × 100 = 60%

หมายความว่า จากราคาขาย 50 บาท มีส่วนต่างเหลืออยู่ 60% หรือ 30 บาท ก่อนนำไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของร้าน

วิธีคิดใช้ตัวเลขไหนเป็นหลักตัวอย่าง
บวกกำไรจากต้นทุนเทียบกับต้นทุนต้นทุน 20 บาท ขาย 50 บาท = บวกจากต้นทุน 150%
คิดส่วนต่างจากราคาขายเทียบกับราคาขายขาย 50 บาท เหลือส่วนต่าง 30 บาท = 60%

สิ่งสำคัญคือ ส่วนต่าง 30 บาทยังไม่ใช่กำไรสุทธิของร้าน เพราะร้านยังต้องนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอุปกรณ์ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ดังนั้นเวลาเห็นว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้วต้นทุนไม่สูง ไม่ควรรีบคิดว่ากำไรเยอะทันที ควรดูต้นทุนของร้านทั้งหมดประกอบกันด้วย จะช่วยให้ตั้งราคาเมนูหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และใช้วัตถุดิบคุณภาพดีได้ โดยไม่ต้องลดคุณภาพเพื่อกดราคาจนเกินไปอย่างแน่นอน


วิธีตั้งราคาเครื่องดื่มแต่ละประเภทต่างกันไหม?

ต่างกันพอสมควร เพราะวัตถุดิบและปริมาณที่ใช้ไม่เหมือนกัน เรามาดูทีละกลุ่มแบบง่าย ๆ กันเลย

1. ชาไทยและชาเขียวควรตั้งราคาอย่างไร?

ชาไทยและชาเขียวเป็นเมนูพื้นฐานของร้านเครื่องดื่มหลายแห่ง จุดที่ควรดูคือต้นทุนใบชา ปริมาณน้ำชาที่สกัด นม ครีมเทียม น้ำเชื่อม และขนาดแก้ว โดยเฉพาะร้านที่อยากได้ชาหอม เข้มข้น สีสวย และยังกลมกล่อมหลังใส่น้ำแข็ง ไม่ควรลดปริมาณใบชาจนรสจืดเพียงเพื่อลดต้นทุน

Bluemocha มีชาไทยหลายสูตรที่ลักษณะต่างกัน ตั้งแต่ชาไทยพรีเมียม ชาไทยเชียงใหม่ ชาแดงโกลด์ ชาไทยมิกซ์ ไปจนถึงชาไทยไม่แต่งสี โดยแต่ละสูตรให้กลิ่น สี ความเข้ม และลักษณะใบชาต่างกัน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเลือกวัตถุดิบควรสัมพันธ์กับเมนูและราคาที่ร้านต้องการขาย ไม่ใช่เลือกจากราคาใบชาต่อถุงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น ร้านที่เน้นชาไทยหอมเข้มข้นสำหรับใส่นมอาจเลือกวัตถุดิบอีกแบบหนึ่ง ส่วนร้านที่ต้องการชากลิ่นคั่วหรือเมนูใสก็อาจใช้อีกสูตร การได้วัตถุดิบคุณภาพดีและเหมาะกับเมนูจะช่วยให้ชงง่ายขึ้นและคุมรสชาติได้ดีกว่าอย่างแน่นอน

ต้นทุนที่อย่าลืม

  • ใบชาต่อแก้ว
  • นมข้นหวาน
  • นมสด
  • ครีมเทียม
  • น้ำเชื่อมหรือน้ำตาล
  • น้ำแข็ง
  • แก้ว ฝา หลอด
  • ท็อปปิ้ง ถ้ามี

ถ้ากำลังจัดรายการเมนูของร้าน สามารถอ่านต่อเรื่อง เมนูเครื่องดื่มขายดีในไทย ปี 2026 ร้านเล็กควรมีอะไร? เพื่อเลือกเมนูหลักก่อน แล้วค่อยกลับมาคำนวณต้นทุนและราคาขายแต่ละแก้ว จะช่วยจัดร้านง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว


2. เมนูกาแฟควรคิดราคาแบบไหน?

กาแฟไม่ได้มีต้นทุนแค่เมล็ดกาแฟ เพราะยังต้องคิดปริมาณกาแฟต่อช็อต นม น้ำเชื่อม ซอส และวัตถุดิบเพิ่มเติมด้วย อเมริกาโน่อาจมีส่วนผสมน้อย แต่หากใช้เมล็ดคุณภาพดี ราคาต่อช็อตก็อาจสูงกว่าเมนูชาที่ชงง่ายบางชนิด

ลาเต้และกาแฟนมควรคิดต้นทุนนมเพิ่ม ส่วนมอคค่าต้องรวมผงโกโก้หรือซอสช็อกโกแลตเข้าไปด้วย ถ้าเป็นกาแฟที่หอม เข้มข้น กลมกล่อม ใช้เมล็ดคุณภาพดี และมีสูตรที่ชงแล้วอร่อยสม่ำเสมอ ร้านไม่จำเป็นต้องกดราคาให้เท่าร้านที่ใช้วัตถุดิบคนละระดับกันเลย

อีกเรื่องที่ควรคิดคือ “เพิ่มช็อต” เพราะการเพิ่มกาแฟอีก 1 ช็อตมีต้นทุนจริง ทั้งเมล็ด เวลา และการใช้เครื่อง จึงควรแยกเป็น Add-on ให้ชัดเจน ไม่ควรให้ฟรีจนต้นทุนค่อย ๆ รั่วแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง


3. โกโก้และเมนูนมควรตั้งราคาอย่างไร?

โกโก้เป็นเมนูที่ดูเหมือนชงง่าย แต่ต้นทุนต่างกันมากตามชนิดผงและปริมาณที่ใช้ บางร้านใช้โกโก้เข้มข้น 15–20 กรัมต่อแก้ว บางร้านใช้มากกว่านั้น รวมถึงนมสด นมข้น และซอสต่าง ๆ

หากอยากทำโกโก้ที่สีสวย เข้มข้น หอม อร่อย และเนื้อสัมผัสกลมกล่อม ควรชั่งผงโกโก้ให้เป็นมาตรฐาน เพราะการตักแบบกะด้วยสายตาทุกครั้งทำให้ทั้งรสชาติและต้นทุนแกว่งได้ง่ายมาก

ยิ่งถ้าเพิ่มวิปครีม ครีมชีส โอรีโอ้ หรือซอสต่าง ๆ ต้องคิดราคาท็อปปิ้งเพิ่มให้เหมาะสมด้วย ตัวอย่างเมนูจริงอย่าง โกโก้ชีส จะเห็นว่าเมนูหนึ่งแก้วสามารถมีต้นทุนมากกว่าโกโก้ธรรมดาจากส่วนครีมชีสและขั้นตอนการเตรียมเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน


4. มัทฉะและเมนูพรีเมียมควรตั้งราคาอย่างไร?

มัทฉะเป็นตัวอย่างที่ชัดมากของเมนูที่ไม่ควรใช้ราคาเครื่องดื่มทั่วไปมาตั้งแบบตรง ๆ เพราะผงมัทฉะแต่ละเกรดมีต้นทุนต่างกันมาก รวมถึงปริมาณที่ใช้ต่อแก้วก็มีผลต่อรสชาติอย่างชัดเจน

มัทฉะที่คุณภาพดี สีสวย หอม มีความเข้มข้นและรสกลมกล่อม เมื่อนำไปทำลาเต้ก็ต้องใช้ปริมาณให้พอที่รสชาไม่ถูกนมกลบ หากลดผงเพื่อกดต้นทุน แม้ราคาจะถูกลง แต่เครื่องดื่มอาจไม่อร่อยและลูกค้าไม่รู้สึกว่าคุ้มกับคำว่า “มัทฉะ” ก็ได้

ถ้าเป็นมัทฉะโอ๊ตมิลค์ มัทฉะสตรอว์เบอร์รี หรือมัทฉะครีมชีส ก็ต้องบวกต้นทุนของส่วนที่เพิ่มตามจริง ไม่ควรกำหนดส่วนต่างเท่ากันทุกเมนูกันเลย


5. ชาผลไม้และโซดาต้นทุนต่ำจริงไหม?

เมนูชาผลไม้และโซดาบางสูตรมีต้นทุนพื้นฐานไม่สูงมาก แต่ถ้าใส่ผลไม้สด ไซรัปหลายชนิด น้ำผึ้ง มะนาว หรือท็อปปิ้ง ต้นทุนสามารถขึ้นเร็วได้เหมือนกัน

ตัวอย่างชาผลไม้ที่ต้องการให้ทั้งสีสวย หอม สดชื่น และอร่อย อาจใช้ทั้งน้ำชา ไซรัป น้ำผลไม้ ผลไม้สด และของตกแต่ง ดังนั้นอย่าดูแค่ต้นทุน “น้ำชา” แล้วคิดว่าแก้วนี้ต้นทุนต่ำ

ร้านที่ชงง่ายและเร็วอาจใช้วัตถุดิบบางประเภทเพื่อลดขั้นตอน แต่ต้องทดลองรสชาติจริงด้วย เพราะต้นทุนต่ำลงแต่ความกลมกล่อมหายไปก็อาจไม่คุ้มในระยะยาวนั่นเอง


คิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มเท่าไหร่ดี?

คำตอบคือ ไม่ควรดูแค่ต้นทุนท็อปปิ้งหนึ่งช้อน ควรคิดอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่

  1. ต้นทุนท็อปปิ้งที่เสิร์ฟจริง
  2. ของเสียหรือวัตถุดิบที่เหลือ
  3. เวลาในการเตรียม
  4. ส่วนต่างที่ร้านต้องการจาก Add-on

ตัวอย่าง ไข่มุกหนึ่งเสิร์ฟอาจใช้วัตถุดิบไม่กี่บาท แต่ร้านต้องใช้เวลาในการต้ม แช่น้ำเชื่อม เตรียมภาชนะ และทิ้งส่วนที่ขายไม่หมดในบางวัน ต้นทุนที่แท้จริงจึงสูงกว่าราคาของไข่มุกดิบเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับครีมชีสที่มีทั้งผงหรือนม วัตถุดิบผสม เวลาในการตี และการเก็บรักษา หากเป็นครีมชีสหอม ๆ เนื้อกลมกล่อมที่ช่วยให้เมนูดูพรีเมียมและสีสวยขึ้น การคิดราคาเพิ่มให้เหมาะกับต้นทุนจึงสมเหตุสมผลอย่างแน่นอน


ตัวอย่างแนวทางจัดราคาท็อปปิ้ง

ตารางนี้เป็น ตัวอย่างเพื่อช่วยวางระบบ ไม่ใช่ราคาบังคับ เพราะแต่ละร้านซื้อวัตถุดิบและให้ปริมาณไม่เท่ากัน

ท็อปปิ้งต้นทุนตัวอย่างต่อเสิร์ฟราคาบวกเพิ่มตัวอย่าง
ไข่มุก3–5 บาท+5 ถึง +10 บาท
เฉาก๊วย3–5 บาท+5 ถึง +10 บาท
บุก4–6 บาท+10 บาท
เยลลี่4–7 บาท+10 บาท
วิปครีม6–10 บาท+10 ถึง +15 บาท
ครีมชีส8–15 บาท+15 ถึง +25 บาท
ไอศกรีม8–15 บาท+15 ถึง +25 บาท

ร้านควรนำต้นทุนจริงของตัวเองมาแทนตัวเลขเหล่านี้ก่อนใช้งาน โดยเฉพาะเมนูครีมชีสที่หอม กลมกล่อม และช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้เครื่องดื่ม เพราะปริมาณต่อแก้วและต้นทุนการเตรียมของแต่ละร้านต่างกันมาก

Bluemocha มีวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มหลายกลุ่ม รวมถึงผงครีมชีสที่ใช้ต่อยอดเมนูชาชีส โกโก้ชีส หรือกาแฟชีสได้ จึงสามารถใช้การเพิ่มท็อปปิ้งเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้เช่นกัน


ท็อปปิ้งทุกอย่างควรบวกเท่ากันไหม?

วิธีที่ร้านเล็กใช้ได้ง่ายคือจัดเป็น 3 ระดับ เช่น

กลุ่มราคาตัวอย่าง
ท็อปปิ้งพื้นฐาน+5 บาท
ท็อปปิ้งมาตรฐาน+10 บาท
ท็อปปิ้งพรีเมียม+15 ถึง +25 บาท

จากนั้นค่อยกำหนดว่าไข่มุก เฉาก๊วย บุก วิปครีม หรือครีมชีสอยู่กลุ่มไหนตามต้นทุนจริง วิธีนี้ทำให้หน้าร้านชงง่าย พนักงานจำง่าย และลูกค้าก็เลือกได้ง่ายด้วย แต่หากท็อปปิ้งตัวหนึ่งมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอย่างชัดเจน อย่าฝืนใส่ราคาเดียวกันเพียงเพื่อให้เมนูดูสวย เพราะสุดท้ายเมนูที่ขายดีอาจกลายเป็นเมนูที่ทำให้กำไรหายได้เลยทีเดียว


หวานน้อย หวานมาก ควรคิดเงินเพิ่มไหม?

การปรับระดับความหวานทั่วไป เช่น 0%, 25%, 50%, 75% หรือ 100% โดยปกติไม่จำเป็นต้องคิดเพิ่ม เพราะเป็นการปรับสูตรพื้นฐานของเครื่องดื่ม

แต่ถ้าลูกค้าขอเพิ่มวัตถุดิบพิเศษ เช่น

  • เพิ่มน้ำผึ้ง
  • เพิ่มไซรัปพิเศษ
  • เพิ่มซอสช็อกโกแลต
  • เพิ่มคาราเมล
  • เพิ่มผลไม้
  • เพิ่มผงโกโก้
  • เพิ่มมัทฉะ

กรณีนี้มีต้นทุนเพิ่มจริง จึงสามารถคิดเป็น Add-on ได้ แม้เมนูหวานน้อยจะใช้วัตถุดิบบางอย่างน้อยลง ร้านก็ไม่จำเป็นต้องลดราคา เพราะต้นทุนอื่น ๆ อย่างชา แก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง ค่าแรง และค่าดำเนินการยังคงอยู่เหมือนเดิม เมนูยังต้องหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และอร่อยเหมือนเดิมนั่นเอง


เปลี่ยนนมควรคิดเงินเพิ่มหรือไม่?

ถ้าเปลี่ยนไปใช้นมที่ต้นทุนสูงกว่า ก็ควรบวกเพิ่มตามส่วนต่างจริง ตัวอย่างเช่น

รายการแนวทาง
ลดหวานไม่จำเป็นต้องบวก
เพิ่มนมสดเล็กน้อยดูตามสูตรร้าน
เปลี่ยนนมโอ๊ตควรบวกหากต้นทุนสูงขึ้น
เปลี่ยนนมอัลมอนด์ควรบวกหากต้นทุนสูงขึ้น
เพิ่มช็อตกาแฟควรบวก
เพิ่มผงมัทฉะควรบวก
เพิ่มโกโก้เข้มควรบวก
เพิ่มครีมชีสควรบวก

หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าคำขอของลูกค้าทำให้ “ต้นทุนต่อแก้วเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ” ก็ควรมีราคาเพิ่มที่เห็นชัดเจน ลูกค้าจะเข้าใจง่ายกว่าการรวมทุกอย่างไว้ในราคาเดียว และร้านก็รักษาคุณภาพดีของวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องลดสูตรกันเลย


เมนูปั่นควรแพงกว่าเมนูเย็นไหม?

โดยทั่วไป ควรสูงกว่า หากต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้นจริง เพราะเมนูปั่นอาจมี

  • ปริมาณวัตถุดิบมากขึ้น
  • น้ำแข็งมากขึ้น
  • เวลาในการทำมากขึ้น
  • การใช้เครื่องปั่น
  • ค่าไฟ
  • การล้างอุปกรณ์เพิ่ม
  • ส่วนผสมช่วยให้เนื้อเครื่องดื่มกลมกล่อม
  • ท็อปปิ้งหรือของตกแต่งเพิ่มเติม

การบวกจากเมนูเย็นประมาณ 5–15 บาทสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองได้ แต่ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้ทันทีโดยไม่คำนวณต้นทุนจริง เช่น เมนูปั่นที่ใช้ผงชาเข้มข้น นม วิปครีม และซอส ย่อมมีต้นทุนต่างจากโซดาปั่นชงง่าย ๆ มาก ดังนั้นควรตั้งจากสูตรจริงของแต่ละแก้วก่อนอย่างแน่นอน หากต้องการดูไอเดียเมนูปั่นเพิ่มเติม สามารถอ่าน 15 สูตรเมนูน้ำปั่น 22 ออนซ์ แล้วนำสูตรที่สนใจมาถอดต้นทุนตามราคาวัตถุดิบของร้านได้เลย


ตั้งราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรี่เท่ากันได้ไหม?

ได้ในบางร้าน แต่ไม่ควรตัดสินใจโดยไม่ดูต้นทุนช่องทางก่อน การขายผ่านแพลตฟอร์มอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากหน้าร้าน เช่น ค่าธรรมเนียมตามสัญญา ค่าเข้าร่วมโปรโมชั่น ส่วนลดที่ร้านรับผิดชอบ ค่าโฆษณา หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง ดังนั้นควรเปิดรายงานจริงของแพลตฟอร์มแล้วดูว่า ขาย 1 แก้ว ราคา 50 บาท ร้านได้รับเงินจริงเท่าไหร?่

อย่าใช้เปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมที่ได้ยินจากร้านอื่นมาตั้งราคา เพราะเงื่อนไขของแต่ละร้าน แคมเปญ และแพลตฟอร์มอาจต่างกัน เมนูสำหรับเดลิเวอรี่ยังต้องคิดเรื่องคุณภาพหลังเดินทางด้วย ชาไทยหรือชาเขียวที่หอม เข้มข้น และกลมกล่อมตอนออกจากร้าน อาจถูกน้ำแข็งละลายจนจืดเมื่อถึงมือลูกค้า ร้านจึงควรทดสอบทั้งสูตร รสชาติ และบรรจุภัณฑ์จริงควบคู่กับต้นทุนด้วยนั่นเอง


ราคา 39, 45 หรือ 49 บาท เลือกอย่างไร?

หลังคำนวณราคาฐานแล้ว สามารถนำ “ระดับราคา” มาช่วยตัดสินใจได้

ตัวอย่าง คำนวณได้ 43 บาท ร้านอาจเลือก

  • 39 บาท หากต้องการเป็นเมนูดึงลูกค้า แต่ต้องตรวจว่ากำไรส่วนอื่นรองรับได้จริง
  • 45 บาท หากต้องการรักษาสมดุลระหว่างราคาและต้นทุน
  • 49 บาท หากสินค้า ภาพลักษณ์ ขนาดแก้ว และทำเลรองรับราคาที่สูงขึ้น

แต่ไม่ควรลดจาก 43 บาทเหลือ 35 บาทเพียงเพราะอยากให้เลขดูขายง่าย ทั้งที่ต้นทุนร้านไม่รองรับ เพราะยิ่งขายดี ร้านยิ่งเหนื่อยแต่เงินอาจไม่เหลือ แต่การตั้งสูงเกินไปทั้งที่เครื่องดื่มไม่ได้หอมกว่า ไม่ได้เข้มข้นกว่า ไม่ได้สีสวยกว่า หรือไม่ได้ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า ลูกค้าก็อาจไม่รู้สึกว่าคุ้มเช่นกัน การตั้งราคาจึงต้องเดินคู่กับคุณภาพอย่างแน่นอน


ข้อผิดพลาด! ที่ทำให้ร้านขายดีแต่กำไรหาย

  1. ดูแต่ราคาคู่แข่ง คู่แข่งขาย 35 บาทไม่ได้แปลว่าเราต้องขาย 35 บาท เพราะต้นทุนคนละชุดกัน
  2. คิดเฉพาะชา กาแฟ หรือโกโก้ แก้ว ฝา หลอด นม น้ำแข็ง และซอสล้วนเป็นเงินจริง ๆ
  3. ไม่ชั่งตวงวัตถุดิบ วันนี้ใส่โกโก้ 15 กรัม พรุ่งนี้ตัก 25 กรัม เครื่องดื่มอาจเข้มข้นและอร่อยขึ้น แต่ต้นทุนก็เปลี่ยนโดยร้านไม่รู้ตัว
  4. ท็อปปิ้งขายถูกเกินไป ครีมชีสต้นทุน 10 บาท แต่บวกเพียง 5 บาท ยิ่งลูกค้าเพิ่มเยอะ ร้านก็ยิ่งเสียส่วนต่าง
  5. เมนูเย็นกับปั่นราคาแทบไม่ต่าง ทั้งที่เมนูปั่นใช้เวลาและวัตถุดิบมากกว่า
  6. วัตถุดิบราคาขึ้น แต่ราคาเมนูไม่เคยตรวจใหม่ ต้นทุนนม โกโก้ กาแฟ หรือบรรจุภัณฑ์สามารถเปลี่ยนได้ ร้านจึงควรตรวจต้นทุนเป็นระยะ
  7. ลดราคาโดยไม่รู้กำไรจริง โปรโมชั่น 1 แถม 1 หรือส่วนลด 20% ดูน่าสนใจ แต่ถ้าไม่คำนวณก่อนอาจกลายเป็นขายเยอะขึ้นแต่ขาดทุนมากขึ้น
  8. คิดยอดขายเป็นกำไร ขายวันละ 5,000 บาท ไม่ได้แปลว่ากำไร 5,000 บาท ต้องหักวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ โปรโมชั่น และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อน ร้านที่วัตถุดิบหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย คุณภาพดี และชงง่าย แต่ไม่มีระบบต้นทุน ก็ยังมีโอกาสเงินรั่วได้เหมือนกันนั่นเอง

วิธีเช็กว่าเมนูไหนควรขึ้นราคา เมนูไหนควรเก็บไว้

ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทุกเมนูพร้อมกัน ลองแยกเมนูเป็น 4 กลุ่มง่าย ๆ

สถานการณ์แนวทาง
ขายดี + ส่วนต่างดีรักษาไว้
ขายดี + ส่วนต่างต่ำปรับราคา/สูตร/ขนาด
ขายน้อย + ส่วนต่างดีทำการตลาดเพิ่ม
ขายน้อย + ส่วนต่างต่ำพิจารณาตัดออก

ตัวอย่าง ชาไทยหอมเข้มข้นขายวันละ 60 แก้ว แม้กำไรต่อแก้วไม่สูงมาก ก็อาจเป็นเมนูหลักที่ควรรักษา ส่วนเมนูที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีราคาแพงแต่ขายเดือนละไม่กี่แก้ว อาจต้องดูว่าควรเก็บไว้เพื่อภาพลักษณ์หรือเปลี่ยนสูตรให้ชงง่ายและขายง่ายขึ้น

วิธีนี้ช่วยให้การตั้งราคาไม่ใช่เรื่องของ “หนึ่งแก้ว” อย่างเดียว แต่เชื่อมกับภาพรวมทั้งเมนูของร้านด้วยกันเลย


ควรตรวจต้นทุนเครื่องดื่มบ่อยแค่ไหน?

ไม่จำเป็นต้องนั่งคำนวณใหม่ทุกวัน แต่ควรตรวจเมื่อ

  • วัตถุดิบหลักขึ้นราคา
  • เปลี่ยนซัพพลายเออร์
  • เปลี่ยนขนาดแก้ว
  • เปลี่ยนสูตร
  • เพิ่มท็อปปิ้ง
  • เริ่มขายเดลิเวอรี่
  • ทำโปรโมชั่นใหม่
  • ยอดขายดีแต่เงินเหลือน้อยผิดปกติ

ร้านอาจตั้งรอบตรวจทุก 1–3 เดือนก็ได้ โดยเฉพาะเมนูขายดี หากชา กาแฟ โกโก้ หรือนมมีการปรับราคาเพียงเล็กน้อย เมื่อคูณกับยอดขายหลายพันแก้วก็กลายเป็นเงินจำนวนมากได้เลยทีเดียว


เลือกวัตถุดิบถูกที่สุด ช่วยให้กำไรมากที่สุดจริงไหม?

ตัวอย่าง ใบชาถุง A ถูกกว่า แต่ต้องใช้ 20 กรัมต่อแก้วกว่าจะได้รสเข้มข้น ส่วนใบชาถุง B ราคาสูงกว่า แต่ใช้ 14 กรัมก็ได้ชาที่หอม กลมกล่อม สีสวย และอร่อยแล้ว เมื่อนำมาคิดเป็นต้นทุนต่อแก้วจริง ๆ สินค้าถุง B อาจไม่ได้แพงกว่าอย่างที่คิด

ดังนั้นเวลาเลือกชา กาแฟ หรือผงเครื่องดื่ม ควรดู "ราคาต่อถุง + ปริมาณที่ใช้ต่อแก้ว + จำนวนแก้วที่ชงได้ + รสชาติจริง" มากกว่าดูตัวเลขราคาหน้าถุงเพียงอย่างเดียว

Bluemocha มีวัตถุดิบหลายหมวด ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ กาแฟ และครีมชีส จึงสามารถเลือกให้สัมพันธ์กับเมนูและระดับราคาที่ร้านต้องการขายได้ หากกำลังเปรียบเทียบวัตถุดิบ สามารถอ่าน คู่มือผงชงเครื่องดื่มราคาส่งสำหรับร้านคาเฟ่ เพิ่มเติม แล้วค่อยทดลองชงจริงก่อนเลือก จะช่วยให้รู้ว่าตัวไหนคุ้มต่อแก้วมากกว่ากัน


ถ้าขึ้นราคา กลัวลูกค้าหาย ควรทำอย่างไร?

ถ้าต้นทุนเพิ่มจริง ร้านไม่จำเป็นต้องขึ้นรวดเดียวเยอะ ๆ เสมอไป อาจเริ่มจากตรวจสูตร ลดของเสีย หรือจัดกลุ่มราคาใหม่ก่อน หากต้องขึ้นราคา ควรรักษาสิ่งที่ลูกค้าได้รับให้ชัด เช่น

  • กลิ่นชายังหอมเหมือนเดิม
  • รสยังเข้มข้น
  • เนื้อสัมผัสยังกลมกล่อม
  • สีเครื่องดื่มยังสวย
  • ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี
  • ปริมาณไม่ลดแบบเห็นได้ชัด
  • ชงง่ายและเสิร์ฟเร็วเหมือนเดิม

ลูกค้าหลายคนไม่ได้เลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว ถ้าเมนูอร่อย รสชาตินิ่ง และรู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่าย ร้านก็มีพื้นที่ในการตั้งราคาที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้นนั่นเอง


ร้านหลายสาขาควรตั้งราคาแบบเดียวกันไหม?

ถ้าต้นทุนและกลุ่มลูกค้าใกล้กัน การใช้ราคาเดียวกันจะช่วยให้แบรนด์สื่อสารง่าย แต่ถ้าสาขาอยู่คนละพื้นที่ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือช่องทางขายต่างกันมาก ก็ต้องตรวจตัวเลขจริงก่อน

สิ่งสำคัญกว่าคือสูตรต้องนิ่ง หากชาไทยสาขาแรกหอมเข้มข้น แต่สาขาที่สองชงจืดกว่า แม้ขายราคาเดียวกัน ลูกค้าก็ได้รับคุณค่าต่างกัน

ร้านที่โตจนต้องการควบคุมสูตรวัตถุดิบให้เหมือนกันหลายสาขา สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาสูตรเฉพาะหรือ OEM&ODM ได้ โดย Bluemocha มีบริการผลิตและพัฒนาสูตรสำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม พร้อมวัตถุดิบหลายประเภทและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ สามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ รับผลิตชาแบรนด์ตัวเอง เริ่มต้นอย่างไร?


สรุป "ตั้งราคาเครื่องดื่มให้มีกำไร ไม่ใช่แค่บวกจากต้นทุนแล้วจบ"

การ ตั้งราคาเครื่องดื่ม ที่ดีเริ่มจากรู้ว่าแต่ละแก้วใช้เงินเท่าไหร่ แล้วค่อยกำหนดราคาที่ครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายของร้าน พร้อมดูว่าลูกค้าได้รับคุณค่าที่เหมาะกับราคาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นชาไทยหอม ๆ ชาเขียวเข้มข้น กาแฟ โกโก้ หรือมัทฉะ หากรสชาติกลมกล่อม สีสวย อร่อย ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และชงง่ายอย่างสม่ำเสมอ ร้านก็มีเหตุผลในการรักษาราคาที่เหมาะสมโดยไม่ต้องแข่งถูกเพียงอย่างเดียว

ถ้ากำลังเริ่มร้านและยังไม่แน่ใจว่าจะขายเมนูอะไร ลองอ่าน เมนูเครื่องดื่มขายดีในไทย ปี 2026 ร้านเล็กควรมีอะไร? เพื่อเลือกเมนูหลักก่อน แล้วค่อยนำแต่ละสูตรมาถอดต้นทุนตามวิธีในบทความนี้ ส่วนร้านที่กำลังหาวัตถุดิบสามารถดู ผงชงเครื่องดื่มราคาส่งสำหรับร้านคาเฟ่ เพื่อเปรียบเทียบกลุ่มชา โกโก้ และวัตถุดิบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

สำหรับร้านที่เริ่มโต มีหลายสาขา หรืออยากทำรสชาติของตัวเองให้ชัดขึ้น ก็สามารถศึกษาเรื่อง รับผลิตชาแบรนด์ตัวเองและการพัฒนาสูตร OEM&ODM เพิ่มเติมได้ เพราะเมื่อวัตถุดิบและสูตรนิ่ง การคุมต้นทุนต่อแก้วและการตั้งราคาก็ง่ายขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง


คำถามที่พบบ่อยเรื่องตั้งราคาเครื่องดื่ม (FAQ)

1. ตั้งราคาเครื่องดื่มควรเริ่มจากอะไร?

ควรเริ่มจากคำนวณต้นทุนจริงต่อแก้วก่อน ทั้งชา กาแฟ โกโก้ นม แก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง และส่วนผสมอื่น จากนั้นกำหนดสัดส่วนต้นทุนที่ร้านรับได้แล้วคำนวณหาราคาขายเบื้องต้น ก่อนนำไปเทียบกับตลาดและทำเล การเริ่มจากต้นทุนจะช่วยให้เครื่องดื่มยังหอม เข้มข้น กลมกล่อมและใช้วัตถุดิบคุณภาพดีได้โดยไม่ต้องกดสูตรจนเสียรสชาติ

2. ต้นทุนเครื่องดื่มควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย?

ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกร้าน เพราะต้องดูค่าแรง ค่าเช่า ประเภทร้าน และช่องทางขายประกอบ หลัก food-cost percentage มักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อหาราคาฐาน ขณะที่ Bluemocha เคยใช้ช่วงประมาณ 35–40% เป็นกรอบสำหรับต้นทุนวัตถุดิบรวมบรรจุภัณฑ์ในบริบทเมนูเดลิเวอรี่ แต่ร้านควรคำนวณจากตัวเลขจริงของตัวเองเสมอ

3. ควรคิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มเท่าไหร่?

ควรเริ่มจากต้นทุนต่อ Portion แล้วบวกเผื่อของเสีย เวลาเตรียม และส่วนต่างที่ร้านต้องการ ไข่มุกหรือเฉาก๊วยอาจอยู่ในกลุ่มราคาเพิ่มระดับพื้นฐาน ส่วนครีมชีส วิปครีม หรือไอศกรีมที่ต้นทุนสูงกว่าอาจอยู่ในกลุ่มพรีเมียม ไม่ควรกำหนดราคาเพิ่มเท่ากันทั้งหมด

4. เมนูปั่นควรแพงกว่าเมนูเย็นไหม?

ถ้าต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มก็ควรแพงกว่า เมนูปั่นมักใช้เวลา เครื่องปั่น น้ำแข็ง และวัตถุดิบเพิ่มเพื่อรักษารสให้หอม เข้มข้น และกลมกล่อม ร้านจึงควรคำนวณต้นทุนเมนูปั่นแยกจากเมนูเย็น ไม่ใช่บวกตัวเลขตายตัวทุกแก้ว

5. เปลี่ยนนมโอ๊ตควรบวกเงินไหม?

ควรบวกหากนมโอ๊ตมีต้นทุนต่อแก้วสูงกว่านมมาตรฐานของร้าน ให้คำนวณจากส่วนต่างจริงและเผื่อของเสียจากกล่องที่เปิดใช้แล้วด้วย วิธีนี้ช่วยให้ร้านยังใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและทำเมนูได้อร่อยโดยไม่ทำให้ต้นทุนรั่ว

6. หวานน้อยหรือไม่หวานควรลดราคาหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะต้นทุนหลักอื่น เช่น ชา กาแฟ นม แก้ว น้ำแข็ง ค่าแรง และค่าดำเนินการยังอยู่เหมือนเดิม การลดน้ำเชื่อมเพียงเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมลดลงมากพอที่จะต้องปรับราคา

7. ขายผ่านเดลิเวอรี่ควรตั้งราคาแพงกว่าหน้าร้านหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายจริงของร้าน ควรตรวจค่าธรรมเนียม ส่วนลด โปรโมชั่น บรรจุภัณฑ์ และเงินที่ได้รับสุทธิต่อออเดอร์ก่อน หากช่องทางเดลิเวอรี่มีต้นทุนสูงกว่าหน้าร้าน การใช้ราคาเดียวกันโดยไม่คำนวณอาจทำให้ส่วนต่างลดลงมาก


อย่าเพิ่งตัดสินว่าวัตถุดิบหนึ่งตัว “แพง” หรือ “ถูก” จากราคาต่อถุง ลองชงจริงก่อน แล้วจดว่าใช้กี่กรัม ได้กี่แก้ว และหลังใส่นมกับน้ำแข็งแล้วยังหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และอร่อยหรือไม่ ถ้าใช้วัตถุดิบน้อยกว่าแต่ยังได้รสคุณภาพดี ต้นทุนต่อแก้วอาจคุ้มกว่าของราคาถูกก็ได้กันเลย

กำลังเปิดร้านน้ำ ร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ แล้วอยากเลือกวัตถุดิบให้เข้ากับต้นทุนและราคาขายของร้าน? Bluemocha มีวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มหลายกลุ่ม ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ กาแฟ และครีมชีส พร้อมแนวทางการเลือกสินค้าและสูตรสำหรับร้านเครื่องดื่ม สามารถสอบถามทีมงานเพื่อเลือกวัตถุดิบที่เหมาะกับเมนู ทดลองชง และคำนวณต้นทุนต่อแก้วก่อนตัดสินใจได้เลย

"Bluemocha คือ เพื่อนคู่คิด ผลิตใบชา ให้คำปรึกษาครบวงจร"

บทความที่น่าสนใจ

รับผลิตชา OEM ขั้นต่ำการผลิตน้อย ต้องโรงคั่วชา bluemocha
วิธีทำลาเต้อาร์ตง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นมืออาชีพก็ทำได้
ผงชงเครื่องดื่ม ราคาส่ง จากโรงงานผลิตชา Bluemocha เชียงใหม่
ขายเครื่องดื่มเดลิเวอรี่ ให้ดึงดูดลูกค้าต้องมีตัวเลือกอะไรบ้าง?

Tags