ตั้งราคาเครื่องดื่มอย่างไร? วิธีคิดราคาชา กาแฟ โกโก้ และท็อปปิ้งให้มีกำไร
ตั้งราคาเครื่องดื่ม เท่าไหร่ถึงจะขายง่ายและยังเหลือกำไร? วิธีกำหนดราคาเครื่องดื่ม ต้องเริ่มจากราคาคู่แข่งหรือต้นทุนของร้านตัวเองก่อน? แล้วถ้าลูกค้าขอเพิ่มไข่มุก ครีมชีส วิปครีม เปลี่ยนนม หรือเพิ่มช็อต ควรคิดเงินเพิ่มเท่าไหร่ดี? คำตอบง่าย ๆ คือ ร้านควรเริ่มจากการรู้ ต้นทุนจริงต่อแก้ว ก่อน แล้วค่อยกำหนดราคาที่ครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการขาย และส่วนต่างที่ร้านต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชาไทยหอม ๆ ชาเขียวเข้มข้น กาแฟ โกโก้รสกลมกล่อม หรือเมนูสีสวยที่มีท็อปปิ้งจัดเต็ม หากรู้ว่าหนึ่งแก้วใช้เงินจริงเท่าไหร่ การตั้งราคาก็จะง่ายและแม่นขึ้นมากนั่นเอง
สำหรับร้านเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรการเงินซับซ้อนจนปวดหัว แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีดูว่าร้านข้าง ๆ ขาย 40 บาท แล้วเราขาย 40 บาทตามทันที เพราะวัตถุดิบ สูตร ขนาดแก้ว ค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนของแต่ละร้านไม่เหมือนกัน ชาไทยคุณภาพดีที่ใช้ใบชาเข้มข้น นมในปริมาณมาก และแก้วคุณภาพดี ย่อมมีต้นทุนต่างจากสูตรที่ใช้วัตถุดิบน้อยกว่า การรู้ต้นทุนของร้านตัวเองจึงสำคัญกว่าการเดาราคาจากตลาดอย่างแน่นอน
สรุปก่อนอ่าน! ตั้งราคาเครื่องดื่มควรคิดอะไรบ้าง?
หลักง่าย ๆ มีอยู่ 5 เรื่อง
- หาต้นทุนวัตถุดิบจริงต่อแก้ว
- รวมแก้ว ฝา หลอด ถุง น้ำแข็ง และของที่ใช้ทุกครั้งที่ขาย
- เผื่อต้นทุนจากของเสีย ชงผิด หรือวัตถุดิบที่เหลือทิ้ง
- กำหนดสัดส่วนต้นทุนที่ร้านรับได้ แล้วคำนวณหาราคาขายเบื้องต้น
- นำราคาที่ได้ไปเทียบกับทำเล กลุ่มลูกค้า คู่แข่ง และช่องทางขายอีกครั้ง
ดังนั้น ถ้าร้านอยากขายเครื่องดื่มที่ทั้ง หอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย อร่อย และคุณภาพดี สิ่งที่ควรทำไม่ใช่กดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่เป็นการหาจุดที่วัตถุดิบยังดี ชงง่าย รสชาตินิ่ง และมีราคาขายที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มนั่นเอง
ทำไมตั้งราคาเครื่องดื่มจาก “ร้านข้าง ๆ” อย่างเดียวไม่ได้?
ตัวอย่าง! ร้าน A ขายชาไทย 35 บาท ส่วนร้าน B ขาย 45 บาท ถ้ามองแค่ตัวเลขอาจคิดว่าร้าน A ถูกกว่าและน่าจะขายง่ายกว่า แต่เบื้องหลังอาจต่างกันมาก ร้าน A อาจมีค่าเช่าน้อย ใช้แก้วเล็กกว่า หรือซื้อวัตถุดิบจำนวนมากจนได้ต้นทุนที่ต่ำ ส่วนร้าน B อาจใช้ใบชาคุณภาพดี กลิ่นหอมเข้มข้น ใช้นมมากกว่า และอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าเช่าสูงกว่า แบบนี้ราคาที่เหมาะสมย่อมไม่เท่ากัน

ผู้ให้บริการระบบร้านอาหารอย่าง Toast และ Lightspeed ก็แนะนำในแนวทางเดียวกันว่า การกำหนดราคาเมนูควรเริ่มจากต้นทุนจริงของเมนู ควบคู่กับเป้าหมายด้านต้นทุน กำไร และสภาพการแข่งขัน ไม่ใช่อาศัยราคาคู่แข่งเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ก่อนถามว่า “ร้านอื่นขายเท่าไหร่” ลองถามก่อนว่า “ชาไทยหอม ๆ แก้วนี้ของเราใช้เงินไปเท่าไหร่” จะช่วยให้ตั้งราคาได้ตรงกว่าและคุมร้านง่ายกว่ากันเลย
ต้นทุนเครื่องดื่ม 1 แก้ว มีอะไรบ้าง?
หลายคนคิดต้นทุนเฉพาะผงชา กาแฟ หรือโกโก้ แล้วจบ แต่จริง ๆ เครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุนย่อยซ่อนอยู่เยอะมาก แม้แต่เมนูชงง่าย ๆ ก็ยังมีแก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง นม และของเสียที่ต้องนำมาคิดด้วย
ตัวอย่างต้นทุนที่ควรบันทึก ได้แก่
| รายการ | ตัวอย่าง |
|---|---|
| วัตถุดิบหลัก | ชาไทย ชาเขียว กาแฟ โกโก้ มัทฉะ |
| ส่วนผสม | นมสด นมข้นหวาน ครีมเทียม น้ำเชื่อม |
| วัตถุดิบเสริม | ไซรัป น้ำผึ้ง มะนาว ซอสต่าง ๆ |
| บรรจุภัณฑ์ | แก้ว ฝา หลอด ถุง ที่ถือแก้ว |
| น้ำแข็ง | รวมต้นทุนซื้อน้ำแข็งหรือผลิตเอง |
| ท็อปปิ้ง | ไข่มุก บุก เฉาก๊วย ครีมชีส วิปครีม |
| ของเสีย | ชงผิด หก ตวงเกิน วัตถุดิบหมดอายุ |
| ช่องทางขาย | ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วนลด ค่าโฆษณา |
ถ้าอยากขายชาไทยที่หอม เข้มข้น สีสวย และยังอร่อยเหมือนเดิมทุกแก้ว การชั่งตวงให้เป็นสูตรจะช่วยได้มาก เพราะนอกจากลูกค้าได้รสชาติกลมกล่อมสม่ำเสมอแล้ว ร้านยังรู้ต้นทุนได้แม่นกว่าเดิมด้วยนั่นเอง
สูตรตั้งราคาเครื่องดื่มแบบง่าย คิดอย่างไร?
สูตรที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ง่ายคือ ราคาขายเบื้องต้น = ต้นทุนต่อแก้ว ÷ สัดส่วนต้นทุนเป้าหมาย

ตัวอย่าง หากเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุนตรง 15 บาท และร้านกำหนดให้ต้นทุนส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 35% ของราคาขาย
15 ÷ 0.35 = 42.86 บาท
ร้านอาจนำราคาประมาณ 43 บาทนี้ไปพิจารณาต่อ และตั้งขายจริงเป็น 45 บาท หากเหมาะกับทำเล กลุ่มลูกค้า และคุณภาพของเมนู วิธีนี้สอดคล้องกับหลัก food-cost percentage ที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งราคาเมนู โดยสูตรพื้นฐานคือเอาต้นทุนของเมนูหารด้วยสัดส่วนต้นทุนเป้าหมาย แต่เปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสมไม่ได้มีเลขเดียวใช้ได้กับทุกร้าน ต้องดูรูปแบบธุรกิจ ค่าแรง ค่าเช่า และช่องทางขายร่วมด้วย
Bluemocha เองเคยแนะนำในเนื้อหาเกี่ยวกับร้านเครื่องดื่มเดลิเวอรี่ว่า ต้นทุนวัตถุดิบที่รวมแก้ว ฝา และหลอด ควรได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยยกช่วงประมาณ 35–40% ของราคาขายเป็นกรอบสำหรับบริบทดังกล่าว ก่อนพิจารณาค่า GP และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนั้นตัวเลขนี้ควรใช้เป็น “จุดตรวจสอบ” ไม่ใช่สูตรตายตัวสำหรับทุกร้าน
ตัวอย่างคิดราคาชาไทย 1 แก้ว
สมมติชาไทยเย็นขนาด 16 ออนซ์ มีต้นทุนดังนี้
| รายการ | ต้นทุนตัวอย่าง |
|---|---|
| ใบชา | 3.50 บาท |
| ครีมเทียม | 1.50 บาท |
| นมข้นหวาน | 3.00 บาท |
| นมสด | 3.50 บาท |
| น้ำแข็ง | 0.75 บาท |
| แก้ว + ฝา + หลอด | 2.75 บาท |
| เผื่อสูญเสียเล็กน้อย | 1.00 บาท |
| รวม | 16.00 บาท |
หากตั้งเป้าให้ต้นทุนชุดนี้อยู่ประมาณ 35% ของราคาขาย
16 ÷ 0.35 = 45.71 บาท
ร้านอาจลองตั้งราคา 45 หรือ 49 บาท แล้วดูว่าราคานั้นเหมาะกับทำเลและลูกค้าหรือไม่ หากชาไทยของร้านใช้ใบชาคุณภาพดี กลิ่นหอมชัด รสเข้มข้น ใส่นมแล้วยังกลมกล่อม สีสวย และชงง่าย ราคาที่สูงกว่าร้านทั่วไปเล็กน้อยก็อาจสมเหตุสมผลได้
ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็น ตัวอย่างการคำนวณเท่านั้น ต้นทุนจริงต้องใช้ราคาวัตถุดิบและสูตรของร้านตัวเองกันเลย
บวกกำไรจากต้นทุน กับ คิดส่วนต่างจากราคาขาย ต่างกันอย่างไร?
เวลาตั้งราคาเครื่องดื่ม หลายร้านมักใช้วิธี “เอาต้นทุนแล้วบวกกำไรเข้าไป” ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง แต่ควรรู้ด้วยว่า การบวกกำไรจากต้นทุน กับ การดูว่าส่วนต่างเหลือจากราคาขายเท่าไหร่ เป็นคนละวิธีกัน หากเข้าใจตรงนี้ จะช่วยให้ตั้งราคาชา กาแฟ โกโก้ หรือเมนูหอม ๆ เข้มข้นได้แม่นขึ้น และรู้ด้วยว่าขายแล้วเหลือเงินก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่นจริง ๆ เท่าไหร่นั่นเอง
ตัวอย่าง ว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้วมีต้นทุน 20 บาท และตั้งราคาขายไว้ที่ 50 บาท เท่ากับว่ามีส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนอยู่ 30 บาท
บวกกำไรจากต้นทุน คิดอย่างไร?
วิธีนี้ดูว่า จากต้นทุนเดิม 20 บาท เราบวกราคาเพิ่มขึ้นมาเท่าไหร่
(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100
จากตัวอย่าง (50 - 20) ÷ 20 × 100 = 150%
หมายความว่า ร้านตั้งราคาขายโดยบวกเพิ่มจากต้นทุนเดิม 150% นั่นเอง
วิธีนี้เหมาะกับตอนที่เจ้าของร้านกำลังเริ่มตั้งราคา เพราะเห็นง่าย ๆ ว่าเครื่องดื่มต้นทุนเท่านี้ ถ้าต้องการบวกเพิ่มจากต้นทุนควรตั้งราคาไว้ประมาณไหน
คิดส่วนต่างจากราคาขาย คิดอย่างไร?
อีกวิธีจะมองจากเงินที่ลูกค้าจ่ายทั้งหมดว่า หลังหักต้นทุนของเครื่องดื่มแล้วเหลือเป็นสัดส่วนเท่าไหร่
(ราคาขาย - ต้นทุน) ÷ ราคาขาย × 100
จากตัวอย่าง (50 - 20) ÷ 50 × 100 = 60%
หมายความว่า จากราคาขาย 50 บาท มีส่วนต่างเหลืออยู่ 60% หรือ 30 บาท ก่อนนำไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของร้าน
| วิธีคิด | ใช้ตัวเลขไหนเป็นหลัก | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| บวกกำไรจากต้นทุน | เทียบกับต้นทุน | ต้นทุน 20 บาท ขาย 50 บาท = บวกจากต้นทุน 150% |
| คิดส่วนต่างจากราคาขาย | เทียบกับราคาขาย | ขาย 50 บาท เหลือส่วนต่าง 30 บาท = 60% |
สิ่งสำคัญคือ ส่วนต่าง 30 บาทยังไม่ใช่กำไรสุทธิของร้าน เพราะร้านยังต้องนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าเช่า ค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอุปกรณ์ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก ดังนั้นเวลาเห็นว่าเครื่องดื่มหนึ่งแก้วต้นทุนไม่สูง ไม่ควรรีบคิดว่ากำไรเยอะทันที ควรดูต้นทุนของร้านทั้งหมดประกอบกันด้วย จะช่วยให้ตั้งราคาเมนูหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และใช้วัตถุดิบคุณภาพดีได้ โดยไม่ต้องลดคุณภาพเพื่อกดราคาจนเกินไปอย่างแน่นอน
วิธีตั้งราคาเครื่องดื่มแต่ละประเภทต่างกันไหม?
ต่างกันพอสมควร เพราะวัตถุดิบและปริมาณที่ใช้ไม่เหมือนกัน เรามาดูทีละกลุ่มแบบง่าย ๆ กันเลย

1. ชาไทยและชาเขียวควรตั้งราคาอย่างไร?
ชาไทยและชาเขียวเป็นเมนูพื้นฐานของร้านเครื่องดื่มหลายแห่ง จุดที่ควรดูคือต้นทุนใบชา ปริมาณน้ำชาที่สกัด นม ครีมเทียม น้ำเชื่อม และขนาดแก้ว โดยเฉพาะร้านที่อยากได้ชาหอม เข้มข้น สีสวย และยังกลมกล่อมหลังใส่น้ำแข็ง ไม่ควรลดปริมาณใบชาจนรสจืดเพียงเพื่อลดต้นทุน
Bluemocha มีชาไทยหลายสูตรที่ลักษณะต่างกัน ตั้งแต่ชาไทยพรีเมียม ชาไทยเชียงใหม่ ชาแดงโกลด์ ชาไทยมิกซ์ ไปจนถึงชาไทยไม่แต่งสี โดยแต่ละสูตรให้กลิ่น สี ความเข้ม และลักษณะใบชาต่างกัน จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเลือกวัตถุดิบควรสัมพันธ์กับเมนูและราคาที่ร้านต้องการขาย ไม่ใช่เลือกจากราคาใบชาต่อถุงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น ร้านที่เน้นชาไทยหอมเข้มข้นสำหรับใส่นมอาจเลือกวัตถุดิบอีกแบบหนึ่ง ส่วนร้านที่ต้องการชากลิ่นคั่วหรือเมนูใสก็อาจใช้อีกสูตร การได้วัตถุดิบคุณภาพดีและเหมาะกับเมนูจะช่วยให้ชงง่ายขึ้นและคุมรสชาติได้ดีกว่าอย่างแน่นอน
ต้นทุนที่อย่าลืม
- ใบชาต่อแก้ว
- นมข้นหวาน
- นมสด
- ครีมเทียม
- น้ำเชื่อมหรือน้ำตาล
- น้ำแข็ง
- แก้ว ฝา หลอด
- ท็อปปิ้ง ถ้ามี
ถ้ากำลังจัดรายการเมนูของร้าน สามารถอ่านต่อเรื่อง เมนูเครื่องดื่มขายดีในไทย ปี 2026 ร้านเล็กควรมีอะไร? เพื่อเลือกเมนูหลักก่อน แล้วค่อยกลับมาคำนวณต้นทุนและราคาขายแต่ละแก้ว จะช่วยจัดร้านง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว
2. เมนูกาแฟควรคิดราคาแบบไหน?
กาแฟไม่ได้มีต้นทุนแค่เมล็ดกาแฟ เพราะยังต้องคิดปริมาณกาแฟต่อช็อต นม น้ำเชื่อม ซอส และวัตถุดิบเพิ่มเติมด้วย อเมริกาโน่อาจมีส่วนผสมน้อย แต่หากใช้เมล็ดคุณภาพดี ราคาต่อช็อตก็อาจสูงกว่าเมนูชาที่ชงง่ายบางชนิด
ลาเต้และกาแฟนมควรคิดต้นทุนนมเพิ่ม ส่วนมอคค่าต้องรวมผงโกโก้หรือซอสช็อกโกแลตเข้าไปด้วย ถ้าเป็นกาแฟที่หอม เข้มข้น กลมกล่อม ใช้เมล็ดคุณภาพดี และมีสูตรที่ชงแล้วอร่อยสม่ำเสมอ ร้านไม่จำเป็นต้องกดราคาให้เท่าร้านที่ใช้วัตถุดิบคนละระดับกันเลย
อีกเรื่องที่ควรคิดคือ “เพิ่มช็อต” เพราะการเพิ่มกาแฟอีก 1 ช็อตมีต้นทุนจริง ทั้งเมล็ด เวลา และการใช้เครื่อง จึงควรแยกเป็น Add-on ให้ชัดเจน ไม่ควรให้ฟรีจนต้นทุนค่อย ๆ รั่วแบบไม่รู้ตัวนั่นเอง
3. โกโก้และเมนูนมควรตั้งราคาอย่างไร?
โกโก้เป็นเมนูที่ดูเหมือนชงง่าย แต่ต้นทุนต่างกันมากตามชนิดผงและปริมาณที่ใช้ บางร้านใช้โกโก้เข้มข้น 15–20 กรัมต่อแก้ว บางร้านใช้มากกว่านั้น รวมถึงนมสด นมข้น และซอสต่าง ๆ
หากอยากทำโกโก้ที่สีสวย เข้มข้น หอม อร่อย และเนื้อสัมผัสกลมกล่อม ควรชั่งผงโกโก้ให้เป็นมาตรฐาน เพราะการตักแบบกะด้วยสายตาทุกครั้งทำให้ทั้งรสชาติและต้นทุนแกว่งได้ง่ายมาก
ยิ่งถ้าเพิ่มวิปครีม ครีมชีส โอรีโอ้ หรือซอสต่าง ๆ ต้องคิดราคาท็อปปิ้งเพิ่มให้เหมาะสมด้วย ตัวอย่างเมนูจริงอย่าง โกโก้ชีส จะเห็นว่าเมนูหนึ่งแก้วสามารถมีต้นทุนมากกว่าโกโก้ธรรมดาจากส่วนครีมชีสและขั้นตอนการเตรียมเพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน
4. มัทฉะและเมนูพรีเมียมควรตั้งราคาอย่างไร?
มัทฉะเป็นตัวอย่างที่ชัดมากของเมนูที่ไม่ควรใช้ราคาเครื่องดื่มทั่วไปมาตั้งแบบตรง ๆ เพราะผงมัทฉะแต่ละเกรดมีต้นทุนต่างกันมาก รวมถึงปริมาณที่ใช้ต่อแก้วก็มีผลต่อรสชาติอย่างชัดเจน
มัทฉะที่คุณภาพดี สีสวย หอม มีความเข้มข้นและรสกลมกล่อม เมื่อนำไปทำลาเต้ก็ต้องใช้ปริมาณให้พอที่รสชาไม่ถูกนมกลบ หากลดผงเพื่อกดต้นทุน แม้ราคาจะถูกลง แต่เครื่องดื่มอาจไม่อร่อยและลูกค้าไม่รู้สึกว่าคุ้มกับคำว่า “มัทฉะ” ก็ได้
ถ้าเป็นมัทฉะโอ๊ตมิลค์ มัทฉะสตรอว์เบอร์รี หรือมัทฉะครีมชีส ก็ต้องบวกต้นทุนของส่วนที่เพิ่มตามจริง ไม่ควรกำหนดส่วนต่างเท่ากันทุกเมนูกันเลย
5. ชาผลไม้และโซดาต้นทุนต่ำจริงไหม?
เมนูชาผลไม้และโซดาบางสูตรมีต้นทุนพื้นฐานไม่สูงมาก แต่ถ้าใส่ผลไม้สด ไซรัปหลายชนิด น้ำผึ้ง มะนาว หรือท็อปปิ้ง ต้นทุนสามารถขึ้นเร็วได้เหมือนกัน
ตัวอย่างชาผลไม้ที่ต้องการให้ทั้งสีสวย หอม สดชื่น และอร่อย อาจใช้ทั้งน้ำชา ไซรัป น้ำผลไม้ ผลไม้สด และของตกแต่ง ดังนั้นอย่าดูแค่ต้นทุน “น้ำชา” แล้วคิดว่าแก้วนี้ต้นทุนต่ำ
ร้านที่ชงง่ายและเร็วอาจใช้วัตถุดิบบางประเภทเพื่อลดขั้นตอน แต่ต้องทดลองรสชาติจริงด้วย เพราะต้นทุนต่ำลงแต่ความกลมกล่อมหายไปก็อาจไม่คุ้มในระยะยาวนั่นเอง
คิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มเท่าไหร่ดี?
คำตอบคือ ไม่ควรดูแค่ต้นทุนท็อปปิ้งหนึ่งช้อน ควรคิดอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่
- ต้นทุนท็อปปิ้งที่เสิร์ฟจริง
- ของเสียหรือวัตถุดิบที่เหลือ
- เวลาในการเตรียม
- ส่วนต่างที่ร้านต้องการจาก Add-on
ตัวอย่าง ไข่มุกหนึ่งเสิร์ฟอาจใช้วัตถุดิบไม่กี่บาท แต่ร้านต้องใช้เวลาในการต้ม แช่น้ำเชื่อม เตรียมภาชนะ และทิ้งส่วนที่ขายไม่หมดในบางวัน ต้นทุนที่แท้จริงจึงสูงกว่าราคาของไข่มุกดิบเพียงอย่างเดียว
เช่นเดียวกับครีมชีสที่มีทั้งผงหรือนม วัตถุดิบผสม เวลาในการตี และการเก็บรักษา หากเป็นครีมชีสหอม ๆ เนื้อกลมกล่อมที่ช่วยให้เมนูดูพรีเมียมและสีสวยขึ้น การคิดราคาเพิ่มให้เหมาะกับต้นทุนจึงสมเหตุสมผลอย่างแน่นอน
ตัวอย่างแนวทางจัดราคาท็อปปิ้ง
ตารางนี้เป็น ตัวอย่างเพื่อช่วยวางระบบ ไม่ใช่ราคาบังคับ เพราะแต่ละร้านซื้อวัตถุดิบและให้ปริมาณไม่เท่ากัน
| ท็อปปิ้ง | ต้นทุนตัวอย่างต่อเสิร์ฟ | ราคาบวกเพิ่มตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ไข่มุก | 3–5 บาท | +5 ถึง +10 บาท |
| เฉาก๊วย | 3–5 บาท | +5 ถึง +10 บาท |
| บุก | 4–6 บาท | +10 บาท |
| เยลลี่ | 4–7 บาท | +10 บาท |
| วิปครีม | 6–10 บาท | +10 ถึง +15 บาท |
| ครีมชีส | 8–15 บาท | +15 ถึง +25 บาท |
| ไอศกรีม | 8–15 บาท | +15 ถึง +25 บาท |
ร้านควรนำต้นทุนจริงของตัวเองมาแทนตัวเลขเหล่านี้ก่อนใช้งาน โดยเฉพาะเมนูครีมชีสที่หอม กลมกล่อม และช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้เครื่องดื่ม เพราะปริมาณต่อแก้วและต้นทุนการเตรียมของแต่ละร้านต่างกันมาก
Bluemocha มีวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มหลายกลุ่ม รวมถึงผงครีมชีสที่ใช้ต่อยอดเมนูชาชีส โกโก้ชีส หรือกาแฟชีสได้ จึงสามารถใช้การเพิ่มท็อปปิ้งเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้เช่นกัน
ท็อปปิ้งทุกอย่างควรบวกเท่ากันไหม?
วิธีที่ร้านเล็กใช้ได้ง่ายคือจัดเป็น 3 ระดับ เช่น
| กลุ่ม | ราคาตัวอย่าง |
|---|---|
| ท็อปปิ้งพื้นฐาน | +5 บาท |
| ท็อปปิ้งมาตรฐาน | +10 บาท |
| ท็อปปิ้งพรีเมียม | +15 ถึง +25 บาท |
จากนั้นค่อยกำหนดว่าไข่มุก เฉาก๊วย บุก วิปครีม หรือครีมชีสอยู่กลุ่มไหนตามต้นทุนจริง วิธีนี้ทำให้หน้าร้านชงง่าย พนักงานจำง่าย และลูกค้าก็เลือกได้ง่ายด้วย แต่หากท็อปปิ้งตัวหนึ่งมีต้นทุนสูงกว่ากลุ่มอย่างชัดเจน อย่าฝืนใส่ราคาเดียวกันเพียงเพื่อให้เมนูดูสวย เพราะสุดท้ายเมนูที่ขายดีอาจกลายเป็นเมนูที่ทำให้กำไรหายได้เลยทีเดียว
หวานน้อย หวานมาก ควรคิดเงินเพิ่มไหม?

การปรับระดับความหวานทั่วไป เช่น 0%, 25%, 50%, 75% หรือ 100% โดยปกติไม่จำเป็นต้องคิดเพิ่ม เพราะเป็นการปรับสูตรพื้นฐานของเครื่องดื่ม
แต่ถ้าลูกค้าขอเพิ่มวัตถุดิบพิเศษ เช่น
- เพิ่มน้ำผึ้ง
- เพิ่มไซรัปพิเศษ
- เพิ่มซอสช็อกโกแลต
- เพิ่มคาราเมล
- เพิ่มผลไม้
- เพิ่มผงโกโก้
- เพิ่มมัทฉะ
กรณีนี้มีต้นทุนเพิ่มจริง จึงสามารถคิดเป็น Add-on ได้ แม้เมนูหวานน้อยจะใช้วัตถุดิบบางอย่างน้อยลง ร้านก็ไม่จำเป็นต้องลดราคา เพราะต้นทุนอื่น ๆ อย่างชา แก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง ค่าแรง และค่าดำเนินการยังคงอยู่เหมือนเดิม เมนูยังต้องหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และอร่อยเหมือนเดิมนั่นเอง
เปลี่ยนนมควรคิดเงินเพิ่มหรือไม่?
ถ้าเปลี่ยนไปใช้นมที่ต้นทุนสูงกว่า ก็ควรบวกเพิ่มตามส่วนต่างจริง ตัวอย่างเช่น
| รายการ | แนวทาง |
|---|---|
| ลดหวาน | ไม่จำเป็นต้องบวก |
| เพิ่มนมสดเล็กน้อย | ดูตามสูตรร้าน |
| เปลี่ยนนมโอ๊ต | ควรบวกหากต้นทุนสูงขึ้น |
| เปลี่ยนนมอัลมอนด์ | ควรบวกหากต้นทุนสูงขึ้น |
| เพิ่มช็อตกาแฟ | ควรบวก |
| เพิ่มผงมัทฉะ | ควรบวก |
| เพิ่มโกโก้เข้ม | ควรบวก |
| เพิ่มครีมชีส | ควรบวก |
หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าคำขอของลูกค้าทำให้ “ต้นทุนต่อแก้วเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ” ก็ควรมีราคาเพิ่มที่เห็นชัดเจน ลูกค้าจะเข้าใจง่ายกว่าการรวมทุกอย่างไว้ในราคาเดียว และร้านก็รักษาคุณภาพดีของวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องลดสูตรกันเลย
เมนูปั่นควรแพงกว่าเมนูเย็นไหม?
โดยทั่วไป ควรสูงกว่า หากต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้นจริง เพราะเมนูปั่นอาจมี
- ปริมาณวัตถุดิบมากขึ้น
- น้ำแข็งมากขึ้น
- เวลาในการทำมากขึ้น
- การใช้เครื่องปั่น
- ค่าไฟ
- การล้างอุปกรณ์เพิ่ม
- ส่วนผสมช่วยให้เนื้อเครื่องดื่มกลมกล่อม
- ท็อปปิ้งหรือของตกแต่งเพิ่มเติม
การบวกจากเมนูเย็นประมาณ 5–15 บาทสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองได้ แต่ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้ทันทีโดยไม่คำนวณต้นทุนจริง เช่น เมนูปั่นที่ใช้ผงชาเข้มข้น นม วิปครีม และซอส ย่อมมีต้นทุนต่างจากโซดาปั่นชงง่าย ๆ มาก ดังนั้นควรตั้งจากสูตรจริงของแต่ละแก้วก่อนอย่างแน่นอน หากต้องการดูไอเดียเมนูปั่นเพิ่มเติม สามารถอ่าน 15 สูตรเมนูน้ำปั่น 22 ออนซ์ แล้วนำสูตรที่สนใจมาถอดต้นทุนตามราคาวัตถุดิบของร้านได้เลย
ตั้งราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรี่เท่ากันได้ไหม?
ได้ในบางร้าน แต่ไม่ควรตัดสินใจโดยไม่ดูต้นทุนช่องทางก่อน การขายผ่านแพลตฟอร์มอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากหน้าร้าน เช่น ค่าธรรมเนียมตามสัญญา ค่าเข้าร่วมโปรโมชั่น ส่วนลดที่ร้านรับผิดชอบ ค่าโฆษณา หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง ดังนั้นควรเปิดรายงานจริงของแพลตฟอร์มแล้วดูว่า ขาย 1 แก้ว ราคา 50 บาท ร้านได้รับเงินจริงเท่าไหร?่
อย่าใช้เปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมที่ได้ยินจากร้านอื่นมาตั้งราคา เพราะเงื่อนไขของแต่ละร้าน แคมเปญ และแพลตฟอร์มอาจต่างกัน เมนูสำหรับเดลิเวอรี่ยังต้องคิดเรื่องคุณภาพหลังเดินทางด้วย ชาไทยหรือชาเขียวที่หอม เข้มข้น และกลมกล่อมตอนออกจากร้าน อาจถูกน้ำแข็งละลายจนจืดเมื่อถึงมือลูกค้า ร้านจึงควรทดสอบทั้งสูตร รสชาติ และบรรจุภัณฑ์จริงควบคู่กับต้นทุนด้วยนั่นเอง
ราคา 39, 45 หรือ 49 บาท เลือกอย่างไร?
หลังคำนวณราคาฐานแล้ว สามารถนำ “ระดับราคา” มาช่วยตัดสินใจได้
ตัวอย่าง คำนวณได้ 43 บาท ร้านอาจเลือก
- 39 บาท หากต้องการเป็นเมนูดึงลูกค้า แต่ต้องตรวจว่ากำไรส่วนอื่นรองรับได้จริง
- 45 บาท หากต้องการรักษาสมดุลระหว่างราคาและต้นทุน
- 49 บาท หากสินค้า ภาพลักษณ์ ขนาดแก้ว และทำเลรองรับราคาที่สูงขึ้น
แต่ไม่ควรลดจาก 43 บาทเหลือ 35 บาทเพียงเพราะอยากให้เลขดูขายง่าย ทั้งที่ต้นทุนร้านไม่รองรับ เพราะยิ่งขายดี ร้านยิ่งเหนื่อยแต่เงินอาจไม่เหลือ แต่การตั้งสูงเกินไปทั้งที่เครื่องดื่มไม่ได้หอมกว่า ไม่ได้เข้มข้นกว่า ไม่ได้สีสวยกว่า หรือไม่ได้ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า ลูกค้าก็อาจไม่รู้สึกว่าคุ้มเช่นกัน การตั้งราคาจึงต้องเดินคู่กับคุณภาพอย่างแน่นอน
ข้อผิดพลาด! ที่ทำให้ร้านขายดีแต่กำไรหาย

- ดูแต่ราคาคู่แข่ง คู่แข่งขาย 35 บาทไม่ได้แปลว่าเราต้องขาย 35 บาท เพราะต้นทุนคนละชุดกัน
- คิดเฉพาะชา กาแฟ หรือโกโก้ แก้ว ฝา หลอด นม น้ำแข็ง และซอสล้วนเป็นเงินจริง ๆ
- ไม่ชั่งตวงวัตถุดิบ วันนี้ใส่โกโก้ 15 กรัม พรุ่งนี้ตัก 25 กรัม เครื่องดื่มอาจเข้มข้นและอร่อยขึ้น แต่ต้นทุนก็เปลี่ยนโดยร้านไม่รู้ตัว
- ท็อปปิ้งขายถูกเกินไป ครีมชีสต้นทุน 10 บาท แต่บวกเพียง 5 บาท ยิ่งลูกค้าเพิ่มเยอะ ร้านก็ยิ่งเสียส่วนต่าง
- เมนูเย็นกับปั่นราคาแทบไม่ต่าง ทั้งที่เมนูปั่นใช้เวลาและวัตถุดิบมากกว่า
- วัตถุดิบราคาขึ้น แต่ราคาเมนูไม่เคยตรวจใหม่ ต้นทุนนม โกโก้ กาแฟ หรือบรรจุภัณฑ์สามารถเปลี่ยนได้ ร้านจึงควรตรวจต้นทุนเป็นระยะ
- ลดราคาโดยไม่รู้กำไรจริง โปรโมชั่น 1 แถม 1 หรือส่วนลด 20% ดูน่าสนใจ แต่ถ้าไม่คำนวณก่อนอาจกลายเป็นขายเยอะขึ้นแต่ขาดทุนมากขึ้น
- คิดยอดขายเป็นกำไร ขายวันละ 5,000 บาท ไม่ได้แปลว่ากำไร 5,000 บาท ต้องหักวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ โปรโมชั่น และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก่อน ร้านที่วัตถุดิบหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย คุณภาพดี และชงง่าย แต่ไม่มีระบบต้นทุน ก็ยังมีโอกาสเงินรั่วได้เหมือนกันนั่นเอง
วิธีเช็กว่าเมนูไหนควรขึ้นราคา เมนูไหนควรเก็บไว้
ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทุกเมนูพร้อมกัน ลองแยกเมนูเป็น 4 กลุ่มง่าย ๆ
| สถานการณ์ | แนวทาง |
|---|---|
| ขายดี + ส่วนต่างดี | รักษาไว้ |
| ขายดี + ส่วนต่างต่ำ | ปรับราคา/สูตร/ขนาด |
| ขายน้อย + ส่วนต่างดี | ทำการตลาดเพิ่ม |
| ขายน้อย + ส่วนต่างต่ำ | พิจารณาตัดออก |
ตัวอย่าง ชาไทยหอมเข้มข้นขายวันละ 60 แก้ว แม้กำไรต่อแก้วไม่สูงมาก ก็อาจเป็นเมนูหลักที่ควรรักษา ส่วนเมนูที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีราคาแพงแต่ขายเดือนละไม่กี่แก้ว อาจต้องดูว่าควรเก็บไว้เพื่อภาพลักษณ์หรือเปลี่ยนสูตรให้ชงง่ายและขายง่ายขึ้น
วิธีนี้ช่วยให้การตั้งราคาไม่ใช่เรื่องของ “หนึ่งแก้ว” อย่างเดียว แต่เชื่อมกับภาพรวมทั้งเมนูของร้านด้วยกันเลย
ควรตรวจต้นทุนเครื่องดื่มบ่อยแค่ไหน?
ไม่จำเป็นต้องนั่งคำนวณใหม่ทุกวัน แต่ควรตรวจเมื่อ
- วัตถุดิบหลักขึ้นราคา
- เปลี่ยนซัพพลายเออร์
- เปลี่ยนขนาดแก้ว
- เปลี่ยนสูตร
- เพิ่มท็อปปิ้ง
- เริ่มขายเดลิเวอรี่
- ทำโปรโมชั่นใหม่
- ยอดขายดีแต่เงินเหลือน้อยผิดปกติ
ร้านอาจตั้งรอบตรวจทุก 1–3 เดือนก็ได้ โดยเฉพาะเมนูขายดี หากชา กาแฟ โกโก้ หรือนมมีการปรับราคาเพียงเล็กน้อย เมื่อคูณกับยอดขายหลายพันแก้วก็กลายเป็นเงินจำนวนมากได้เลยทีเดียว
เลือกวัตถุดิบถูกที่สุด ช่วยให้กำไรมากที่สุดจริงไหม?
ตัวอย่าง ใบชาถุง A ถูกกว่า แต่ต้องใช้ 20 กรัมต่อแก้วกว่าจะได้รสเข้มข้น ส่วนใบชาถุง B ราคาสูงกว่า แต่ใช้ 14 กรัมก็ได้ชาที่หอม กลมกล่อม สีสวย และอร่อยแล้ว เมื่อนำมาคิดเป็นต้นทุนต่อแก้วจริง ๆ สินค้าถุง B อาจไม่ได้แพงกว่าอย่างที่คิด

ดังนั้นเวลาเลือกชา กาแฟ หรือผงเครื่องดื่ม ควรดู "ราคาต่อถุง + ปริมาณที่ใช้ต่อแก้ว + จำนวนแก้วที่ชงได้ + รสชาติจริง" มากกว่าดูตัวเลขราคาหน้าถุงเพียงอย่างเดียว
Bluemocha มีวัตถุดิบหลายหมวด ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ กาแฟ และครีมชีส จึงสามารถเลือกให้สัมพันธ์กับเมนูและระดับราคาที่ร้านต้องการขายได้ หากกำลังเปรียบเทียบวัตถุดิบ สามารถอ่าน คู่มือผงชงเครื่องดื่มราคาส่งสำหรับร้านคาเฟ่ เพิ่มเติม แล้วค่อยทดลองชงจริงก่อนเลือก จะช่วยให้รู้ว่าตัวไหนคุ้มต่อแก้วมากกว่ากัน
ถ้าขึ้นราคา กลัวลูกค้าหาย ควรทำอย่างไร?
ถ้าต้นทุนเพิ่มจริง ร้านไม่จำเป็นต้องขึ้นรวดเดียวเยอะ ๆ เสมอไป อาจเริ่มจากตรวจสูตร ลดของเสีย หรือจัดกลุ่มราคาใหม่ก่อน หากต้องขึ้นราคา ควรรักษาสิ่งที่ลูกค้าได้รับให้ชัด เช่น
- กลิ่นชายังหอมเหมือนเดิม
- รสยังเข้มข้น
- เนื้อสัมผัสยังกลมกล่อม
- สีเครื่องดื่มยังสวย
- ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี
- ปริมาณไม่ลดแบบเห็นได้ชัด
- ชงง่ายและเสิร์ฟเร็วเหมือนเดิม
ลูกค้าหลายคนไม่ได้เลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว ถ้าเมนูอร่อย รสชาตินิ่ง และรู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่าย ร้านก็มีพื้นที่ในการตั้งราคาที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้นนั่นเอง
ร้านหลายสาขาควรตั้งราคาแบบเดียวกันไหม?
ถ้าต้นทุนและกลุ่มลูกค้าใกล้กัน การใช้ราคาเดียวกันจะช่วยให้แบรนด์สื่อสารง่าย แต่ถ้าสาขาอยู่คนละพื้นที่ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือช่องทางขายต่างกันมาก ก็ต้องตรวจตัวเลขจริงก่อน
สิ่งสำคัญกว่าคือสูตรต้องนิ่ง หากชาไทยสาขาแรกหอมเข้มข้น แต่สาขาที่สองชงจืดกว่า แม้ขายราคาเดียวกัน ลูกค้าก็ได้รับคุณค่าต่างกัน
ร้านที่โตจนต้องการควบคุมสูตรวัตถุดิบให้เหมือนกันหลายสาขา สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาสูตรเฉพาะหรือ OEM&ODM ได้ โดย Bluemocha มีบริการผลิตและพัฒนาสูตรสำหรับธุรกิจเครื่องดื่ม พร้อมวัตถุดิบหลายประเภทและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ สามารถอ่านรายละเอียดต่อได้ที่ รับผลิตชาแบรนด์ตัวเอง เริ่มต้นอย่างไร?
สรุป "ตั้งราคาเครื่องดื่มให้มีกำไร ไม่ใช่แค่บวกจากต้นทุนแล้วจบ"
การ ตั้งราคาเครื่องดื่ม ที่ดีเริ่มจากรู้ว่าแต่ละแก้วใช้เงินเท่าไหร่ แล้วค่อยกำหนดราคาที่ครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายของร้าน พร้อมดูว่าลูกค้าได้รับคุณค่าที่เหมาะกับราคาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นชาไทยหอม ๆ ชาเขียวเข้มข้น กาแฟ โกโก้ หรือมัทฉะ หากรสชาติกลมกล่อม สีสวย อร่อย ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และชงง่ายอย่างสม่ำเสมอ ร้านก็มีเหตุผลในการรักษาราคาที่เหมาะสมโดยไม่ต้องแข่งถูกเพียงอย่างเดียว
ถ้ากำลังเริ่มร้านและยังไม่แน่ใจว่าจะขายเมนูอะไร ลองอ่าน เมนูเครื่องดื่มขายดีในไทย ปี 2026 ร้านเล็กควรมีอะไร? เพื่อเลือกเมนูหลักก่อน แล้วค่อยนำแต่ละสูตรมาถอดต้นทุนตามวิธีในบทความนี้ ส่วนร้านที่กำลังหาวัตถุดิบสามารถดู ผงชงเครื่องดื่มราคาส่งสำหรับร้านคาเฟ่ เพื่อเปรียบเทียบกลุ่มชา โกโก้ และวัตถุดิบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับร้านที่เริ่มโต มีหลายสาขา หรืออยากทำรสชาติของตัวเองให้ชัดขึ้น ก็สามารถศึกษาเรื่อง รับผลิตชาแบรนด์ตัวเองและการพัฒนาสูตร OEM&ODM เพิ่มเติมได้ เพราะเมื่อวัตถุดิบและสูตรนิ่ง การคุมต้นทุนต่อแก้วและการตั้งราคาก็ง่ายขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องตั้งราคาเครื่องดื่ม (FAQ)
1. ตั้งราคาเครื่องดื่มควรเริ่มจากอะไร?
ควรเริ่มจากคำนวณต้นทุนจริงต่อแก้วก่อน ทั้งชา กาแฟ โกโก้ นม แก้ว ฝา หลอด น้ำแข็ง และส่วนผสมอื่น จากนั้นกำหนดสัดส่วนต้นทุนที่ร้านรับได้แล้วคำนวณหาราคาขายเบื้องต้น ก่อนนำไปเทียบกับตลาดและทำเล การเริ่มจากต้นทุนจะช่วยให้เครื่องดื่มยังหอม เข้มข้น กลมกล่อมและใช้วัตถุดิบคุณภาพดีได้โดยไม่ต้องกดสูตรจนเสียรสชาติ
2. ต้นทุนเครื่องดื่มควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกร้าน เพราะต้องดูค่าแรง ค่าเช่า ประเภทร้าน และช่องทางขายประกอบ หลัก food-cost percentage มักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อหาราคาฐาน ขณะที่ Bluemocha เคยใช้ช่วงประมาณ 35–40% เป็นกรอบสำหรับต้นทุนวัตถุดิบรวมบรรจุภัณฑ์ในบริบทเมนูเดลิเวอรี่ แต่ร้านควรคำนวณจากตัวเลขจริงของตัวเองเสมอ
3. ควรคิดค่าท็อปปิ้งเพิ่มเท่าไหร่?
ควรเริ่มจากต้นทุนต่อ Portion แล้วบวกเผื่อของเสีย เวลาเตรียม และส่วนต่างที่ร้านต้องการ ไข่มุกหรือเฉาก๊วยอาจอยู่ในกลุ่มราคาเพิ่มระดับพื้นฐาน ส่วนครีมชีส วิปครีม หรือไอศกรีมที่ต้นทุนสูงกว่าอาจอยู่ในกลุ่มพรีเมียม ไม่ควรกำหนดราคาเพิ่มเท่ากันทั้งหมด
4. เมนูปั่นควรแพงกว่าเมนูเย็นไหม?
ถ้าต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มก็ควรแพงกว่า เมนูปั่นมักใช้เวลา เครื่องปั่น น้ำแข็ง และวัตถุดิบเพิ่มเพื่อรักษารสให้หอม เข้มข้น และกลมกล่อม ร้านจึงควรคำนวณต้นทุนเมนูปั่นแยกจากเมนูเย็น ไม่ใช่บวกตัวเลขตายตัวทุกแก้ว
5. เปลี่ยนนมโอ๊ตควรบวกเงินไหม?
ควรบวกหากนมโอ๊ตมีต้นทุนต่อแก้วสูงกว่านมมาตรฐานของร้าน ให้คำนวณจากส่วนต่างจริงและเผื่อของเสียจากกล่องที่เปิดใช้แล้วด้วย วิธีนี้ช่วยให้ร้านยังใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและทำเมนูได้อร่อยโดยไม่ทำให้ต้นทุนรั่ว
6. หวานน้อยหรือไม่หวานควรลดราคาหรือไม่?
โดยทั่วไปไม่จำเป็น เพราะต้นทุนหลักอื่น เช่น ชา กาแฟ นม แก้ว น้ำแข็ง ค่าแรง และค่าดำเนินการยังอยู่เหมือนเดิม การลดน้ำเชื่อมเพียงเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ต้นทุนรวมลดลงมากพอที่จะต้องปรับราคา
7. ขายผ่านเดลิเวอรี่ควรตั้งราคาแพงกว่าหน้าร้านหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายจริงของร้าน ควรตรวจค่าธรรมเนียม ส่วนลด โปรโมชั่น บรรจุภัณฑ์ และเงินที่ได้รับสุทธิต่อออเดอร์ก่อน หากช่องทางเดลิเวอรี่มีต้นทุนสูงกว่าหน้าร้าน การใช้ราคาเดียวกันโดยไม่คำนวณอาจทำให้ส่วนต่างลดลงมาก

อย่าเพิ่งตัดสินว่าวัตถุดิบหนึ่งตัว “แพง” หรือ “ถูก” จากราคาต่อถุง ลองชงจริงก่อน แล้วจดว่าใช้กี่กรัม ได้กี่แก้ว และหลังใส่นมกับน้ำแข็งแล้วยังหอม เข้มข้น กลมกล่อม สีสวย และอร่อยหรือไม่ ถ้าใช้วัตถุดิบน้อยกว่าแต่ยังได้รสคุณภาพดี ต้นทุนต่อแก้วอาจคุ้มกว่าของราคาถูกก็ได้กันเลย
กำลังเปิดร้านน้ำ ร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ แล้วอยากเลือกวัตถุดิบให้เข้ากับต้นทุนและราคาขายของร้าน? Bluemocha มีวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มหลายกลุ่ม ทั้งชาไทย ชาเขียว ชาไต้หวัน มัทฉะ โกโก้ กาแฟ และครีมชีส พร้อมแนวทางการเลือกสินค้าและสูตรสำหรับร้านเครื่องดื่ม สามารถสอบถามทีมงานเพื่อเลือกวัตถุดิบที่เหมาะกับเมนู ทดลองชง และคำนวณต้นทุนต่อแก้วก่อนตัดสินใจได้เลย
"Bluemocha คือ เพื่อนคู่คิด ผลิตใบชา ให้คำปรึกษาครบวงจร"

บทความที่น่าสนใจ
รับผลิตชา OEM ขั้นต่ำการผลิตน้อย ต้องโรงคั่วชา bluemocha
วิธีทำลาเต้อาร์ตง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นมืออาชีพก็ทำได้
ผงชงเครื่องดื่ม ราคาส่ง จากโรงงานผลิตชา Bluemocha เชียงใหม่
ขายเครื่องดื่มเดลิเวอรี่ ให้ดึงดูดลูกค้าต้องมีตัวเลือกอะไรบ้าง?